
แท็กซี่บางนา
ฟังเสียง
ความยาว 7:06 นาที
เนื้อเรื่อง
เรื่องที่ผมกำลังจะเล่าให้ฟังนี่มันเกิดขึ้นเมื่อประมาณสองปีก่อนครับ ตอนนั้นผมยังทำงานเป็นกราฟิกดีไซเนอร์อยู่ที่ออฟฟิศแถวบางนา ตึกที่ผมทำงานอยู่มันใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าอุดมสุข เดินไม่ไกลก็ถึง แต่ปัญหาคือผมมักจะต้องอยู่ทำงานดึกๆ บ่อยครั้ง บางทีก็ถึงเที่ยงคืนตีหนึ่งเลยก็มี
วันนั้นก็เหมือนกันครับ เป็นคืนวันพฤหัสบดีที่อากาศค่อนข้างอบอ้าว ผมปั่นงานเสร็จเอาตอนเกือบตีสอง ทั้งออฟฟิศเงียบสนิท ไม่มีใครเหลืออยู่แล้ว ผมเก็บของ ล็อกคอมพิวเตอร์ แล้วก็เดินออกมาจากตึก ความเหนื่อยล้ามันถาโถมจนอยากจะทิ้งตัวลงนอนตรงนั้นเลย แต่ก็ต้องกลับห้องให้ได้
ผมเดินลงมาที่ถนนใหญ่ แถวๆ ซอยสุขุมวิท 103/1 แสงไฟตามทางเริ่มสลัวๆ รถราก็น้อยลงไปมาก มีแต่แท็กซี่บางคันที่วิ่งผ่านมา แต่ก็มักจะมีผู้โดยสารอยู่แล้ว หรือไม่ก็ไม่รับ ผมยืนโบกมืออยู่พักใหญ่จนเริ่มท้อใจ โชคดีที่จังหวะนั้น มีแท็กซี่สีเขียวเหลืองคันหนึ่งค่อยๆ ชะลอแล้วจอดเทียบ ผมโล่งใจมากจนเกือบจะถอนหายใจออกมาดังๆ
รถแท็กซี่ดูเก่าหน่อยครับ เป็นโตโยต้า อัลติส รุ่นที่เห็นกันทั่วไป แต่สภาพก็ดูผ่านการใช้งานมาเยอะแล้ว คนขับเป็นผู้ชายสูงอายุ ผมสีดอกเลา ดูซูบๆ ผิวซีดๆ หน่อย แต่ก็ไม่ได้ผิดปกติอะไรมากนักในตอนแรก เขาเปิดกระจกลงมามองผม ผมรีบบอกปลายทางไปว่า "ไปลาดพร้าวครับพี่ ขอเส้นที่รถไม่ติดมากนะครับ"
คนขับพยักหน้าเบาๆ ไม่พูดอะไร แล้วก็ปลดล็อกประตู ผมเปิดประตูหลังขึ้นไปนั่ง วินาทีแรกที่ก้าวขาเข้าไปในรถ ผมก็รู้สึกถึงความเย็นผิดปกติ คือมันเย็นจัดเหมือนแอร์เปิดแรงสุด แต่เป็นความเย็นที่แห้งผาก ไม่ใช่ความเย็นสบายเหมือนแอร์ทั่วไป มันออกจะหนาวจนขนลุกด้วยซ้ำไป
"พี่ครับ แอร์เย็นไปหน่อยนะครับ" ผมลองบอกไป แต่คนขับก็ไม่ตอบอะไร เพียงแต่เหลือบมองผมทางกระจกมองหลังแวบหนึ่ง แววตาของเขาดูว่างเปล่า ไม่มีชีวิตชีวา ผมรู้สึกแปลกๆ แต่ก็คิดว่าเขาอาจจะง่วง หรืออาจจะเป็นคนไม่ค่อยพูด
รถแท็กซี่ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป ตอนแรกก็วิ่งอยู่บนถนนสุขุมวิทตามปกติ แต่พอพ้นช่วงแยกบางนาไปแล้ว แทนที่จะเลี้ยวเข้าเส้นทางหลักที่ไปพระรามสี่ หรือเส้นที่มักจะใช้ทะลุไปลาดพร้าวได้ง่ายๆ คนขับกลับเลี้ยวเข้าซอยลึกซอยหนึ่ง ซึ่งผมไม่คุ้นตาเลย
"พี่ครับ! ไม่ใช่ทางนี้นะครับ นี่มันซอยอะไรครับเนี่ย" ผมเริ่มเสียงดังขึ้นเล็กน้อย ความรู้สึกไม่สบายใจเริ่มเกาะกุมหัวใจ
คนขับไม่ตอบครับ เขายังคงขับต่อไปอย่างเงียบเชียบ ความเร็วก็ไม่ได้เร็วมาก แต่ก็ไม่ได้ช้าจนผิดสังเกต ผมพยายามมองออกไปนอกหน้าต่าง สองข้างทางเริ่มมืดลงเรื่อยๆ จากตึกรามบ้านช่อง กลายเป็นพงหญ้ารกทึบ มีต้นไม้สูงๆ ขึ้นเป็นหย่อมๆ แสงไฟถนนก็มีน้อยลง จนแทบจะไม่มีเลย บรรยากาศเริ่มวังเวงจนน่ากลัว
ผมคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาจะโทรหาเพื่อน แต่หน้าจอขึ้นว่า "ไม่มีสัญญาณ" แถมแบตเตอรี่ที่ตอนแรกยังเหลือเกือบครึ่ง ก็ดับวูบไปเฉยๆ ผมใจแป้วทันที นี่มันอะไรกัน!
ผมเหลือบไปมองที่กระจกมองหลังอีกครั้ง คราวนี้ผมเห็นหน้าคนขับชัดเจนขึ้น ผิวที่ซีดอยู่แล้ว ดูเหมือนจะซีดขาวจนเกือบเป็นสีเทา ดวงตาของเขาเบิกกว้าง แต่กลับไม่มีประกาย เหมือนมองทะลุผมไปแล้ว และที่สำคัญที่สุดคือ...เขากำลังยิ้ม! เป็นรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวและดูว่างเปล่า เหมือนไม่ใช่รอยยิ้มของคนมีชีวิต
กลิ่นบางอย่างเริ่มโชยมาในรถครับ มันเป็นกลิ่นอับๆ เหม็นสาบปนเหม็นคล้ายดินชื้นๆ คละเคล้ากับกลิ่นคาวอ่อนๆ เหมือนเลือด ผมเริ่มหายใจไม่ออก เหงื่อแตกพลั่ก ทั้งที่ในรถโคตรจะหนาวเย็น
จู่ๆ รถก็ชะลอแล้วก็หยุดนิ่งสนิท! มันจอดอยู่กลางถนนลูกรังเปลี่ยวๆ ที่แทบไม่มีแสงไฟเลย นอกจากแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาบางๆ ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นแต่ความมืดมิดและเงาตะคุ่มของต้นไม้ใหญ่ ผมไม่รู้ว่านี่มันที่ไหน!
คนขับค่อยๆ หันหน้ามาทางผมช้าๆ (เสียงสั่น) ช้า...ช้ามาก...ใบหน้าของเขาซีดขาวราวกับศพ ดวงตาที่ไร้ประกายนั้นจ้องมองมาที่ผมตรงๆ ปากของเขายังคงฉีกยิ้มบิดเบี้ยว และผมเห็นว่าที่บริเวณลำคอด้านขวา มีรอยช้ำสีม่วงคล้ำขนาดใหญ่ เหมือนรอยถูกบีบคออย่างรุนแรง และมันก็มีรอยกรีดลึกเป็นทางยาว! เลือดแห้งกรังติดอยู่เต็มไปหมด!
ผมตัวแข็งทื่อ ทำอะไรไม่ถูก ผะ...ผะ...ผมเห็นมันชัดเจนมาก! ผมได้ยินเสียงกระซิบแผ่วๆ ในหู เหมือนเสียงคนหายใจรวยรินอยู่ข้างๆ (หายใจหอบ) มันเป็นเสียงที่น่าขนลุกที่สุดในชีวิต ผมกรีดร้องออกมาสุดเสียง!
ผมพยายามเปิดประตูรถ แต่ประตูมันล็อก! ผมทุบกระจก ตะโกนขอความช่วยเหลือ แต่ก็ไม่มีใครอยู่แถวนั้น ผมเหลือบไปมองคนขับอีกครั้ง เขายังคงยิ้ม และดวงตาที่ว่างเปล่าคู่นั้นก็จ้องมองผมไม่กะพริบ ผมสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านมาจากเขา มันไม่ใช่แค่ความเย็นของแอร์ แต่มันคือความเย็นของความตาย!
ในเสี้ยววินาทีนั้น ผมไม่รู้ว่าไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ผมกระแทกตัวเข้ากับประตูรถอย่างแรงอีกครั้ง! คราวนี้มันปลดล็อก! ผมเปิดประตูออกแล้วกระโดดลงจากรถทันที โดยไม่เหลียวหลังกลับไปมองแม้แต่น้อย ผมวิ่ง! วิ่งสุดชีวิต! วิ่งไปในความมืดโดยไม่รู้ทิศทาง ผมได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นระรัวอยู่ในอก มันเหมือนจะระเบิดออกมาให้ได้
ผมวิ่งไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเห็นแสงไฟลิบๆ อยู่ข้างหน้า ผมวิ่งเข้าไปหามันอย่างไม่คิดชีวิต จนกระทั่งไปหยุดหอบอยู่หน้าร้าน 7-Eleven แห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนใหญ่ที่ดูคุ้นตาขึ้นมาหน่อย พนักงานในร้านมองผมด้วยความประหลาดใจ เพราะสภาพผมตอนนั้นคงดูเหมือนคนบ้า หน้าร้านมีวินมอเตอร์ไซค์จอดอยู่สองสามคัน ผมแทบจะทรุดลงไปนั่งกับพื้น
ผมพยายามเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้พนักงานฟังด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้ พนักงานหนุ่มมองผมด้วยสีหน้ากึ่งเชื่อกึ่งไม่เชื่อ แต่พี่วินมอเตอร์ไซค์คนหนึ่งที่นั่งจิบกาแฟอยู่ตรงนั้น กลับมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันที
"น้องเจอแถวไหนมาครับ?" พี่วินถามเสียงต่ำ
ผมบอกรายละเอียดเส้นทางที่พอจะจำได้ไป พี่วินพยักหน้าช้าๆ แล้วเล่าว่า "อ๋อ...ไอ้ตรงนั้นน่ะเหรอครับน้อง ตรงเส้นทางตัดใหม่ที่ยังไม่ค่อยมีบ้านคนแถวนั้นน่ะ มันมีเรื่องเล่าอยู่..."
พี่วินบอกว่าเมื่อหลายปีก่อน มีคนขับแท็กซี่คนหนึ่งชื่อลุงสมศักดิ์ แกเป็นคนดี ขยันทำมาหากิน แต่แกกลับถูกลูกค้าใจโหดปล้นแล้วก็ฆ่าทิ้งในรถของแกเอง ทิ้งศพไว้ตรงถนนเปลี่ยวๆ เส้นนั้นแหละครับ กว่าจะมีคนไปพบศพก็หลายวันแล้ว จนสภาพศพเริ่มเน่าเปื่อย พอตำรวจเจอตัวฆาตกร มันสารภาพว่าบีบคอแกจนตาย แล้วก็กรีดคอซ้ำเพื่อแน่ใจว่าแกจะไม่รอด เรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่ในพื้นที่อยู่พักหนึ่ง
ผมขนลุกไปทั้งตัวเมื่อได้ยินเรื่องเล่าของพี่วิน ผมจำรอยที่คอของคนขับแท็กซี่คันนั้นได้ดี มันตรงกับที่พี่วินเล่าทุกอย่าง!
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมไม่เคยนั่งแท็กซี่ตอนกลางคืนอีกเลยครับ ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็จะเรียกผ่านแอปพลิเคชันเท่านั้น และผมก็เลิกทำงานที่บางนาไปในที่สุด เพราะแค่ได้ยินชื่อบางนา หรือเห็นแท็กซี่สีเขียวเหลือง มันก็ทำให้ภาพใบหน้าซีดขาว ดวงตาว่างเปล่า และรอยยิ้มบิดเบี้ยวของคนขับผีสิงคนนั้นมันผุดขึ้นมาในหัวผมเสมอ...จนถึงทุกวันนี้
© 2026 GhostTell สงวนลิขสิทธิ์เรื่องเล่าโดยทีมงาน GhostTell ห้ามดัดแปลงหรือทำซ้ำ
เรื่องหลอนที่คุณอาจสนใจ

เจ้าอาวาส
ผมเดินทางไปบวชหน้าไฟที่วัดป่าลึกในอุทัยธานี แต่กลับต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันน่าสะพรึงกลัวเกี่ยวกับเจ้าอาวาสและชะตากรรมของตัวผมเอง

ศพไร้ญาติ...เสียงเรียกจากความตาย
คืนหนึ่ง ณ วัดเก่าแก่กลางทุ่งนา เสียงเรียกชื่อที่แผ่วเบาจากห้องเก็บศพไร้ญาติได้เปลี่ยนชีวิตของผมไปตลอดกาล มันคือเสียงจากความตายที่ยังคงตามหลอกหลอนไม่จางหาย

ห้องนักโทษชายหมายเลข 6
เช้าวันรุ่งขึ้น ผมไปแจ้งหัวหน้าเวรด้วยอาการตื่นตระหนก แต่แน่นอนครับ ไม่มีใครเชื่อผม ทุกคนบอกว่าผมคงจะพักผ่อนไม่พอ หรือไม่ก็เครียดจนเห็นภาพหลอน พอไปตรวจห้องหมายเลข 6 ก็ไม่พบร่องรอยการงัดแงะ หรือความเสียหายใดๆ ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อคืนนี้